大家有買過泰國的彩券嗎?回想我第一次去泰國時,就注意到街邊有許多擺著五顏六色小紙張的攤販,心中也不免感到好奇,後來才知道原來那是泰國的彩券。
它就像我們的樂透一樣,但一個月只開獎兩次,原則上是 1 號和 16 號,但若遇到節日,也可能提前或延後一兩天。
我直到上個月去泰國旅遊時,才買了人生中第一張泰國彩券。那是在參拜完某間寺廟後,旁邊剛好有幾個彩券攤,聚集了不少人潮,我就湊上前也選了一個順眼的號碼,可惜最後沒有中獎。不過對獎的過程倒是蠻興奮的,總算體會到泰國人對獎時那種期待不已的心情了😆
※完整譯文內容如下,全文譯自 Silpa:
「今天要發財了」-彩券開獎日的口頭禪。
「彩券」一詞源於何處?為什麼會有彩券?
“วันนี้รวย” คำติดปากวันหวยออก หวยเป็นการพนันถูกกฎหมายที่ได้อิทธิพลมาจากจีน มีตั้งแต่สมัย ร.3 เพื่อแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพง และเงินตราหายไปจากตลาด
「今天要發財了」-彩券開獎日的口頭禪。彩券是一種合法的賭博,受到中國影響,源自拉瑪三世時期,是為了解決糧食短缺,以及貨幣從市場上消失的問題。
การพนัน หรือเรียกให้ดูดีว่า “การเสี่ยงโชค” เป็นที่นิยมของคนโดยทั่วไปและมีช้านาน เช่นการพนันดั้งเดิม ชนไก่, กัดปลา, กำถั่ว, แข่งเรือ, เล่นไพ่ ฯลฯ
賭博,或者說得好聽點,稱「碰運氣」,是深受大眾歡迎並存在已久的活動。例如傳統賭博:鬥雞、鬥魚、抓豆子(กำถั่ว)、划船競賽、撲克牌等。
ส่วน “หวย” ที่เล่นกันแพร่หลายอยู่นี้เป็นการพนันที่ได้อิทธิพลมาจากจีน
至於現今廣為流行的「彩券」,則是一種受中國影響的賭博遊戲。
เหตุที่มีการเล่นหวยในเมืองไทยนั้น เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 3 เกิดข้าวยากหมากแพงถึง 2 ปีติดๆ กัน คนไม่มีเงินก็มารับจ้างทำงานแลกเอาข้าวไปกิน เงินตราก็พลอยงวดหายไปจากตลาด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสงสัยว่าเงินตราทำออกมามากมายแต่หายไปข้างไหนหมด เข้าพระทัยว่ามีคนเอาเงินตราไปซื้อฝิ่นมาเก็บไว้ขาย จึงโปรดให้จับเอาฝิ่นมาเผาเป็นอันมาก
泰國之所以會有彩券,是因為在拉瑪三世時期,連續兩年發生糧食短缺的問題;沒有錢的人就以工作換取糧食來吃,貨幣也隨之在市場中逐漸消失。拉瑪三世納悶為何發行這麼多貨幣,卻都不知從何處消失了;他認為是有人把錢拿去購買鴉片並囤積起來賣,便下令將大量鴉片查扣並焚毀。
ในที่สุดจีนหง หรือ เจ๊สัวหง (ภายหลังได้เป็นนายอากรสุรามีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีไชยบาน)ได้เข้าเฝ้ากราบทูลว่า เงินตรานั้นยังมีอยู่มากไม่ได้หายไปข้างไหน พวกราษฎรเอาใส่ไหฝังดินไว้ไม่ยอมเอาออกมาใช้ ถ้าจะเรียกเอาเงินขึ้นมาใช้ก็ต้องออกหวยเหมือนอย่างในเมืองจีน
最後,金鴻(จีนหง)或稱富商鴻(เจ๊สัวหง)(後來成為酒稅包稅人,獲封 Phra Yasichaiyaban 頭銜)覲見國王並稟告說,貨幣仍有非常多,並沒有消失;人們將錢放入陶罐中,埋在地底下,不願意拿出來使用;如果要讓他們把錢拿出來用,就必須像中國那樣發行彩券。
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้จีนหงออกหวยขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนยี่ ปีมะแม พ.ศ. 2378
拉瑪三世因而御准金鴻(จีนหง)發行彩券,首次發行時間為佛曆 2378 年 2 月(西元 1835 年 / 羊年)。
เมื่อหวยมาจากจีน ตัวหวยในแผ่นป้ายจึงเป็นรูปคนที่สมมติเป็นตัวหวยอย่างหนึ่ง และเขียนชื่อเป็นภาษาจีนบอกชื่อตัวหวยครั้นนำเข้ามาเมืองไทย คนไทยอ่านหนังสือจีนไม่ออก จึงต้องเขียนอักษรไทยกำกับไว้โดยใช้ พยัญชนะ ก ข ค เรียงไปตามลำดับ แต่ตัดทิ้งไปเสีย 8 ตัว คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ จึงเหลือเพียง 36 ตัว เป็นเหตุให้คนไทยเรียกการพนันชนิดนี้ว่า “หวย ก ข”
當彩券從中國傳入時,牌卡上的彩券代碼便以假想人物作為代表,並用中文書寫名字來識別彩券代碼。引入泰國後,泰國人看不懂中文,因此必須寫上泰文字母來標示,並使用子音 ก ข ค 依序排列,但刪除了 8 個字母,即 ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ,所以只剩下 36 個字母,這就是泰國人稱這種賭博為「ก ข 彩券」的原因。
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 “ยี่กอฮง” (สมัยรัชกาลที่ 6ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระอนุวัฒน์ราชนิยม”) ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นผู้จัดการดำเนินการควบคุมบ่อนเบี้ยหวย ก ข โดยให้ทำการออกหวยวันละ 2 ครั้งในช่วงสายและเย็น ซึ่งท่านก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีเยี่ยม สามารถหาเงินส่งส่วยเข้าท้องพระคลังหลวงได้เป็นจำนวนมากได้
後來,在拉瑪五世時期,鄭義豐(ยี่กอฮง)(於拉瑪六世時期,獲國王賜予「Phra Anuwatratchaniyom」頭銜)承蒙御准,成為負責經營及管理 ก ข 彩券賭場的人,他讓彩券每日開獎 2 次,分別是上午晚些時候與傍晚;他在這份職務上也表現得十分出色,能夠為國庫賺進大量金錢。
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริจะเลิกอาการหวย แต่ก็ทรงเกรงว่ารายได้แผ่นดินจะหามาชดเชยกันไม่ทัน จึงเพียงแต่ผ่อนลดบ่อนเบี้ยให้มีน้อยลงตามลำดับ (และเลิกอากรหวย ก ข อย่างเด็ดขาดในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปีมะโรง พ.ศ. 2459)
朱拉隆功國王(拉瑪五世)曾考慮要廢除彩券稅,但又擔心政府收入來不及補足,因此只逐步減少賭場數量(並在拉瑪六世時期,於佛曆 2459 年 4 月 1 日《西元 1916 年 / 龍年》徹底廢止 ก ข 彩券稅)。
ในระหว่างที่คนไทยยังเล่นหวย ก ข อยู่นั้น มีชาวต่างประเทศกับขุนนางไทยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2417 คราวนี้เป็นการออกลอตเตอรี่ตามแบบยุโรป
在泰國人仍玩著 ก ข 彩券的期間,有外國人與泰國官員向國王請求御准,允許讓皇家侍衛隊在泰國發行樂透,首次發行時間為佛曆 2417 年(西元 1874 年);這一次是按照歐洲的形式發行樂透。
ผู้ถูกรางวัลให้รับเป็นสิ่งของที่มีราคาเท่ากับเงินรางวัลแทน หรือถ้าจะรับเป็นเงินสดก็จะถูกลด 10 เปอร์เซนต์ ผู้อำนวยการออกลอตเตอรี่ครั้งแรกนั้นคือ นายเฮนรี่ อาลาบาศเตอร์ ผู้เป็นต้นตระกูล “เศวตศิลา”
中獎者可以領取與獎金等值的東西,或者如果想領現金,則會被扣減 10% 金額。首次發行樂透的負責人是亨利.阿拉巴斯特(Henry Alabaster / เฮนรี่ อาลาบาศเตอร์)先生,其為「Savetsila」(เศวตศิลา)家族的祖先。
หวยเบอร์หรือลอตเตอรี่สมัยก่อนออกเป็นครั้งคราวตามความจำเป็นที่ต้องการเงินไปใช้ในราชการเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นครั้นต่อมาเห็นว่ารายได้จากลอตเตอรี่ช่วยในด้านงบประมาณแผ่นดินได้ก็เลยออกมาเป็นอาชีพต่อมาเรียกว่า “สลากกินแบ่งรัฐบาล”
早期的彩券或樂透是偶爾發行的,根據政府開支需求的必要性而定,為特殊情況而已。後來,發現樂透收入對國家預算有幫助,便成為常規事業,之後稱為「政府彩券」。
本篇取自 Silpa:https://www.silpa-mag.com/history/article_21235
















